
ตลาดหุ้นอเมริกาขึ้นชื่อว่าให้ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของปี 2568 การลงทุนในหุ้นอเมริกาเป็นเป้าหมายของนักลงทุนทั่วโลก นำโดยหุ้นเติบโตที่รู้จักกันดีอย่าง Nvidia, Apple, Alphabet ฯลฯ แล้วสำหรับนักลงทุนไทยจะลงทุนหุ้นอเมริกาได้หรือไม่ แล้วตลาดหุ้นอเมริกายังน่าสนใจอยู่หรือไม่ บทความนี้เรามีคำตอบไปดูกัน!
ทําความรู้จักตลาดหุ้นอเมริกา
ถ้าพูดถึงตลาดหุ้นอเมริกาแล้วจะมีสองตลาดหลักที่นักลงทุนจะนึกถึงคือ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (New York Stock Exchange – NYSE) และ ตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) ตลาดหุ้นอเมริกาทั้งสองแห่งเป็นแหล่งรวมเงินลงทุนจากนักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันทั่วโลกจนได้ชื่อว่ามีมูลค่าตามราคาตลาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งและสองของโลกด้วยขนาด 28.42 และ 25.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ
ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) มีที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์คและเป็นตลาดหที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ถือเป็นตลาดที่มีหุ้นจดทะเบียนเข้าซื้อขายมากที่สุด และมีหุ้นที่รู้จักกันดีในกลุ่มการเงิน อุปโภคบริโภค และกลุ่มพลังงาน เช่น Birkshine Hathaway, Novo Nordisk, VISA, Eli Lilly ฯลฯ
ตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) เป็นแหล่งรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูงและบรรดาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลก เช่น Alphabet, Meta, Apple, Nvidia, Tesla ฯลฯ
ทำไมต้องลงทุนในหุ้นอเมริกา?
ตลาดหุ้นอเมริกาน่าสนใจจนเป็นแหล่งรวมนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น
เป็นตลาดขนาดใหญ่ ด้วยขนาดใหญ่กว่า 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐทำให้ตลาดหุ้นอเมริกาสามารถรองรับเงินลงทุนจำนวนมากจากทั้งสถาบันและกองทุนของประเทศต่าง ๆ ได้แบบสบาย ๆ และด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ขนาดนี้ทำให้ราคาหรือดัชนีถูกบิดเบือนจากเงินลงทุนขนาดใหญ่ได้ยาก
มีสภาพคล่องสูง ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยกว่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อวันทำให้การซื้อขายหุ้นที่นี่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนการซื้อขายไม่สูงมากนัก
มีหุ้นหลากหลาย ตลาดหุ้นสหรัฐเป็นแหล่งรวมหุ้นจากบริษัทชั้นนำในเมริกาเหนือและทั่วโลกมาไว้ มีหุ้นขนาดใหญ่ที่ทำกำไรจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้สามารถใช้กระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนได้ดี
มีความโปร่งใส มีการกำกับตรวจสอบจากหน่วยงานหลายฝ่ายด้วยกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐาน
มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง ตลาดหุ้นอเมริกามีทั้งหุ้นบลูชิปและเปิดให้มีการระดมทุนสำหรับหุ้นบริษัทที่เริ่มต้นคิดนวัตกรรม เช่น Tesla Apple Nvidia ที่ช่วงแรกยังเป็นหุ้นที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ ไม่ได้มีกำไรมากแต่สามารถสร้างการเติบโตสูงได้ เป็นต้น
วิธีเลือกหุ้นอเมริกาที่น่าลงทุน?
การลงทุนหุ้นอเมริกาเริ่มต้นได้ไม่ยาก หากยังไม่มีไอเดียที่จะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนก็อาจคัดกรองด้วยโปรแกรมสแกนหุ้นทั่วไปจากค่า PE ที่ต่ำ, ROE สูง, CAGR สูง ซึ่งเงื่อนไขนี้มักให้หุ้นที่ราคายังถูกแต่มีอัตราการเติบโตและผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนที่สูง แต่ก็เป็นแค่วิธีคร่าว ๆ เท่านั้น หากนักลงทุนต้องการลงทุนหุ้นอเมริกาด้วยการเก็บหุ้นดีใส่พอร์ตการเลือกหุ้นก็เป็นขั้นตอนที่ต้องลงรายละเอียด คือพิจารณาจากหัวข้อดังต่อไปนี้
การเติบโตของอุตสาหกรรม
หุ้นที่น่าลงทุนและราคาปรับตัวขึ้นได้ดีมักอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตและเป็นที่สนใจของนักลงทุน เช่น ช่วงก่อนปี 2000 การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทำให้หุ้นกลุ่มนี้เติบโตจนเกิดฟองสบู่ จากนั้นหุ้นกลุ่มการเงินกลับมาเป็นที่สนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำแต่ก็ถูกทำให้ชะลอลงจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อเกิดโควิดก็เป็นรอบของหุ้นกลุ่มยาและการแพทย์ จนถึงปัจจุบันการพัฒนา AI กลับมาทำให้กลุ่มเทคโนโลยีเป็นที่น่าจับตามองอีกครั้ง
มีความสามารถในการแข่งขันและทำกำไร
เมื่อสามารถจำกัดอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตได้แล้ว หุ้นที่น่าลงทุนจะต้องเป็นผู้นำในตลาดนั้น ๆ และมีความสามารถในการแข่งขันและทำกำไรได้อย่างโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ ซึ่งสามารถดูได้จากส่วนแบ่งทางการตลาดของอุตสาหกรรม โดยยิ่งบริษัทนั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากและมีส่วนแบ่งในการทำกำไรมากจะยิ่งน่าสนใจ
ความเข้มแข็งของสถานะการเงิน
นอกจากเป็นหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เติบโตแล้ว หุ้นอเมริกาที่น่าลงทุนต้องมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถตรวจสอบได้จากงบแสดงสถานะทางการเงินที่ควรมีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวกและมีกระแสเงินสดที่หมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน
ตัวอย่าง
ตลาดเซมิคอนดักเตอร์คาดว่าจะเติบโตเป็น $697 พันล้านในปี 2568 โดยมีอัตราการเติบโต 9.5%
ในปีนี้ Nvidia เป็นผู้นำที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม โดยในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2568 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 262% มาอยู่ที่ $26.0 พันล้าน กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 628% และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 629% เป็น $5.98 ด้วยการเติบโตที่แข็งแกร่งและการครองส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมที่กำลังเฟื่องฟู Nvidia จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
หากต้องการเทรดหุ้น NVDA โปรดไปที่แพลตฟอร์มการเทรด Mitrade >>
วิธีลงทุนในหุ้นอเมริกา
การลงทุนหุ้นอเมริกาอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักลงทุนไทย แต่ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนหุ้นอเมริกาได้ด้วยวิธีการที่หลากหลายบนผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แตกต่างกัน เช่น
1) ซื้อ DR
DR หรือ Depositary Receipt คือ ตราสารสิทธิในการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ เป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนไทยที่คุ้นเคยกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้วสามารถเข้าถึงการลงทุนหุ้นอเมริกาได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ซื้อขายได้ในกระดานหุ้น และได้สิทธิเหมือนผู้ถือหุ้นทุกประการ แต่จำนวนหุ้นที่สามารถเทรดได้ยังมีน้อยจำกัดเฉพาะหุ้นอเมริกาที่ได้รับความนิยม
ช่องทางการซื้อขาย
เปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ได้ทุกแห่ง เช่น บัวหลวง กสิกร อินโนเวสท์ เอกซ์
2) ซื้อหุ้นอเมริกาผ่านโบรกเกอร์ในไทย
ปัจจุบันโบรกเกอร์ไทยเริ่มมีแอปพลิเคชั่นที่ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นอเมริกาได้โดยตรง ทำให้นักลงทุนสามารถเป็นเจ้าของหุ้นอเมริกาได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ แค่เปิดบัญชีกับแอปพลิเคชันผู้ให้บริการและฝากเงินเข้าไปก็สามารถเริ่มซื้อขายหุ้นอเมริกาได้ วิธีนี้มีข้อดีที่นักลงทุนสามารถได้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าของหุ้นจริง ๆ และเป็นวิธีที่ง่าย แต่ยังต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะหุ้นอเมริกาที่มีราคาสูงและต้องเสียภาษีทั้งในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐและกำไรที่ได้จะถูกนำมารวมเสียภาษีเงินได้ปลายปี
ช่องทางการซื้อขาย
เปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชันผู้ให้บริการ เช่น Dime, Innovest X
3) เก็งกำไรหุ้นอเมริกาผ่านเครื่องมือทางอนุพันธ์
วิธีนี้จะแตกต่างจากการลงทุนหุ้นอเมริกา 2 วิธีข้างต้น เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้จะเป็นเครื่องมือทางอนุพันธ์ เช่น CFD ที่มีลักษณะเป็นสัญญาที่อ้างอิงราคาหุ้น ทำให้สามารถทำกำไรบนการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ดังเช่นสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลดลง ก็ยังสามารถทำกำไรจากสถานะ Short ผ่านโบรกเกอร์ผู้ให้บริการ เช่น Mitrade ได้นอกจากนี้ยังมีเลเวอเรจที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร(และขาดทุน) เครื่องมือตัวนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการทำกำไรจากส่วนต่างราคาในระยะสั้น ๆ โดยใช้เงินลงทุนที่น้อย โดยที่ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของหุ้นหรือประโยชน์อื่น ๆ จากการเป็นเจ้าของหุ้น และมีต้นทุนในการซื้อขายที่ต่ำ
ช่องทางการซื้อขาย
เปิดบัญชีผ่านโบรกเกอร์ผู้ให้บริการ เช่น Mitrade (ฝากเงินขั้นต่ำ $50), IC Market (ฝากเงินขั้นต่ำ $200)
การลงทุนในหุ้นอเมริกาทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละคน
นักลงทุนประเภท Conservative หรือ Passive Investor ที่คาดหวังผลตอบแทนใกล้เคียงตลาดหุ้นสหรัฐสามารถลงทุนได้ด้วยการใช้กองทุนดัชนี หรือ ETF อ้างอิงดัชนี ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า การลงทุนรูปแบบนี้มักเป็นการลงทุนในระยะกลางถึงยาวจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของดัชนีที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
นักลงทุนประเภท Aggressive หรือ Active Investor ที่คาดหวังผลตอบแทนมากกว่าตลาดหรือสามารถชนะผลตอบแทนของตลาดได้ จำเป็นต้องเลือกลงทุนด้วยการคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าตลาดมาไว้ในพอร์ตการลงทุน หรือ ใช้การลงทุนแบบจับจังหวะเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้สามารถชนะตลาดได้ การลงทุนมักเป็นได้ตั้งแต่การเทรดระยะสั้นไปจนถึงระยะกลาง จึงทำให้เครื่องมือทางเทคนิคและผลิตภัณฑ์ประเภทอนุพันธ์หรือ CFD จะให้ความได้เปรียบกับนักลงทุนได้มากว่า

ขั้นตอนการซื้อขายหุ้นจากการเปิดบัญชีจนถึงการซื้อขาย
1.เลือกช่องทางการลงทุนที่เหมาะสม
พิจารณาเป้าหมายการลงทุนว่าต้องการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว
ตัดสินใจระหว่างการซื้อหุ้นจริง การซื้อ DR หรือการเก็งกำไรผ่านเครื่องมืออนุพันธ์อย่าง CFD
2.เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะกับความต้องการ
โบรกเกอร์ไทย: ธนาคารกรุงเทพ กสิกร บัวหลวง หรือแอปพลิเคชัน Dime (เหมาะสำหรับการซื้อหุ้นอเมริกาผ่านบริษัทไทย)
แพลตฟอร์ม CFD: Mitrade (เหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น)
3.ขั้นตอนการเปิดบัญชี
กรอกข้อมูลส่วนตัว: ชื่อ ที่อยู่ วันเกิด เลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลการติดต่อ
เตรียมเอกสารยืนยันตัวตน: บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง, เอกสารยืนยันที่อยู่ (เช่น บิลค่าสาธารณูปโภค, รายการเดินบัญชี)
ทำแบบทดสอบความเหมาะสมในการลงทุน (Suitability Test) สำหรับโบรกเกอร์ไทย
กรอกแบบฟอร์ม W-8BEN สำหรับการซื้อหุ้นอเมริกา (ช่วยลดภาษีที่ต้องจ่ายจากเงินปันผล)
4.ช่องทางการฝากเงิน
โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร (Bank Transfer): เชื่อมบัญชีธนาคารของคุณกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
บัตรเครดิต/เดบิต หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์: บางแพลตฟอร์มรองรับ
สำหรับโบรกเกอร์ไทย: สามารถตั้งค่าระบบหักบัญชีอัตโนมัติ (ATS) เพื่อชำระค่าซื้อหลักทรัพย์และรับเงินปันผล
5.ประเภทคำสั่งซื้อขาย
คำสั่งซื้อขายทันที (Market Order): ซื้อหรือขายที่ราคาตลาดปัจจุบันทันที
คำสั่งซื้อขายแบบกำหนดราคา (Limit Order): กำหนดราคาสูงสุดที่ยินดีจ่าย (เมื่อซื้อ) หรือราคาต่ำสุดที่ยอมรับได้ (เมื่อขาย)
คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop Order): กำหนดจุดที่ต้องการขายเพื่อจำกัดการขาดทุน
6.การซื้อขายหุ้น
ค้นหาหุ้นที่ต้องการโดยใช้สัญลักษณ์ ticker เช่น MSFT สำหรับ Microsoft, AAPL สำหรับ Apple
ระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการซื้อขาย
ยืนยันราคาและทำการซื้อขาย
กลยุทธ์การเทรด: ลงทุนในหุ้นอเมริกา
การลงทุนหุ้นอเมริกาทำได้หลายวิธี แม้ว่านักลงทุนจะเลือกหุ้นที่ดีมีแนวโน้มเติบโตเก็บใส่พอร์ตแล้วก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้กลยุทธ์ซื้อแล้วถือ (Buy and Hold) อย่างเดียวเสมอไป คราวนี้เราจึงขอแนะนำวิธีลงทุนหุ้นอเมริกาให้ได้กำไรด้วยวิธีที่ไม่ซับซ้อนและสามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างการทำ Swing Trade ด้วยเครื่องมือทางเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้
การทำ Swing Trade ด้วย Bollinger Band และ Moving Average
Bollinger Band เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่คำนวณจากค่า Standard Diviation ซึ่งสามารถแสดงกรอบความผันผวนของราคาหุ้นได้ และด้วยข้อสมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นมักจะเหวี่ยงกลับเข้าหาค่ากลางเสมอ ดังนั้นเมื่อราคาหุ้นเหวี่ยงตัวแตะขอบ Bollinger Band ก็มีแนวโน้มที่จะเหวี่ยงกลับเข้าหาเส้นค่าเฉลี่ย
การทำ Swing Trade ด้วย Bollinger Band เริ่มด้วยการกำหนดแนวโน้มราคาหุ้นว่าเป็นขาขึ้น ขาลง หรือไม่มีแนวโน้ม หากแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้นนักลงทุนสามารถใช้กรอบบนของ Bollinger Band เป็นจุดขาย และซื้อกลับเมื่อราคาปรับตัวมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย โดยจะหยุดเพื่อรอประเมินใหม่เมื่อราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงหรือไม่มีแนวโน้ม
ตัวอย่างหุ้น Microsoft, 2H
การทำ Swing Trade ด้วย Fibonacci Retracement และ Moving Average
Fibonacci Retracement คือสัดส่วนทองคำที่นักลงทุนในตลาดหุ้นมองว่าเป็นสัดส่วนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีการยืดตัวและปรับฐาน ได้แก่ 0.236, 0.382, 0.618, 0.786, 1, 1.618 ฯลฯ ทำให้สามารถมองแนวเส้นสัดส่วนราคาเหล่านี้เป็นแนวรับแนวต้านในการเทรดได้
การ Swing Trade ด้วย Fibonacci Retracement และ Moving Average ทำได้ด้วยการลาก Fibonacci จากจุดปรับฐานก่อนหน้า เพื่อหาความเป็นไปได้ของการยืดตัวในคลื่นปัจจุบันด้วยสัดส่วนฟิโบฯ ที่ตั้งค่าไว้ โดยหากแนวโน้มหุ้นเป็นขาขึ้นและราคาปรับขึ้นชนแนวต้านของ Fibonacci Retracement ให้ขาย และซื้อกลับเมื่อราคาย่อตัวลงมาที่เส้น Moving Average โดยเฉพาะเมื่อเป็นจุดที่ Moving Average เป็นจุดเดียวกับแนวรับของ Fibonacci Retracement จะยิ่งเป็นแนวรับที่ดี
ตัวอย่าง หุ้น Nvidia, 2H
การทำ Swing Trade ด้วย RSI
RSI หรือ Relative Strength Index เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้บอกความแข็งแกร่งของโมเมนตัมราคาหุ้น โดยหากค่า RSI สูงเกิน 50 แสดงว่าราคากำลังเป็นขาขึ้นอ่อน ๆ และหากสูงเกิน 70 จะเริ่มบ่งชี้ภาวะซื้อมากเกินไป (Over bought) และมีแนวโน้มที่จะปรับฐาน ในทางตรงกันข้าม หาก RSI ต่ำกว่า 50 แสดงว่าราคากำลังเป็นขาลงแบบอ่อน ๆ ซึ่งหาก RSI ยิ่งเคลื่อนต่ำกว่า 30 จะเริ่มบ่งชี้ถึงภาวะการขายมากเกินไป (Over sold) และมีแนวโน้มที่จะรีบาวน์ RSI จึงสามารถนำมาใช้กับราคาที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งช่วยให้หาจุดกลับตัวได้ แต่ภาวะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย การนำ RSI มาใช้กับหุ้นที่ไม่มีแนวโน้ม (เคลื่อนตัวในกรอบ) ก็สามารถประยุกต์เป็นการ Swing Trade ได้
การ Swing Trade ด้วย RSI ทำได้ด้วยการเลือกหุ้นที่เคลื่อนตัวแบบไม่มีแนวโน้ม (Sideway) แล้วกำหนดกรอบการเทรดด้วยการซื้อที่ RSI ต่ำกว่า 30 และขายเมื่อ RSI เริ่มสูงกว่า 70 (ตัวเลขยืดหยุ่นได้ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัว) โดยหยุดเพื่อประเมินใหม่เมื่อราคาเริ่มกลับมามีแนวโน้ม
ตัวอย่าง หุ้น P&G, D
นักลงทุนสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางเทคนิคได้ไม่ยากเพียงสมัครใช้บริการกับโบรกเกอร์ เช่น Mitrade ที่มาพร้อมฟีเจอร์กราฟราคาพร้อมเครื่องมือทางเทคนิคที่สนับสนุนทั้งบนเว็บไซต์และแท็ปเล็ต โดยสามารถทดลองใช้งานได้ฟรีด้วยการเปิดบัญชีทดลองใช้ (Demo Account) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สิ่งที่ควรรู้เมื่อลงทุนในหุ้นอเมริกา
การซื้อหุ้นอเมริการให้ประสบความสำเร็จหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ มี 3 สิ่งที่นักลงทุนควรรู้คือ
1.ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
การลงทุนในหุ้นอเมริกาต้องมีการแปลงมูลค่าจากเงินบาทเป็นดอลลาร์สหรัฐ และในการขายหุ้นเพื่อรับรู้ผลกำไรก็ต้องมีการแปลงมูลค่ากลับจากดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผลกำไรที่ได้จากการซื้อขายหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดหวังได้
2.ต้นทุนการซื้อขาย
การซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นอเมริกาโดยตรงมีต้นทุนการซื้อขายเป็น
ค่าคอมมิชชั่น 0.08 USD ต่อหุ้น (ขั้นต่ำ 4.99 USD)
ค่าธรรมเนียมตลาด 0.00278% ของมูลค่าขาย
วันชำระเงิน T+2
ค่าธรรมเนียมนี้ใช้กับการซื้อหุ้นสหรัฐโดยตรง การซื้อขายหุ้นสหรัฐผ่านเครื่องมือเช่น DR, CFD ไม่มีต้นทุนส่วนนี้
3.ช่วงเวลาในการซื้อขายหุ้นอเมริกา
เวลาซื้อขายตามเวลาในประเทศไทย (มี.ค. - พ.ย.) 20.30 - 03.00 น.
เวลาซื้อขายตามเวลาในประเทศไทย (พ.ย. - มี.ค.) 21.30 - 04.00 น.
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะมีการซื้อขายแบบเกือบ 24 ชั่วโมง โดย NYSE กำลังพิจารณาขยายเวลาการซื้อขาย และ 24X National Exchange ได้รับอนุมัติจาก SEC ให้เปิดซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ 23 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ โดยมีแผนจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
สรุป
การลงทุนหุ้นอเมริกายังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและสร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้ด้วยการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีช่องทางหลากหลายให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนหุ้นอเมริกากันอย่างที่ได้นำมาเล่าถึงในบทความนี้และนักลงทุนสามารถเลือกได้ตามเป้าหมายการลงทุนและข้อจำกัดที่เผชิญ การเลือกหุ้นที่ดีด้วยเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมจะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างกำไรบนหุ้นอเมริกาได้อย่างยั่งยืน
ลงทุนหุ้นอเมริกาเสียภาษีอย่างไร
*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา
การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน